เราใช้คุกกี้เพื่อทำให้ประสบการณ์ของคุณดีขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งใหม่ของ e-Privacy เราจำเป็นต้องขอความยินยอมจากคุณในการตั้งค่าคุกกี้ เรียนรู้เพิ่มเติม
เมื่อพูดถึง AI ในสนามบิน หลายคนอาจนึกถึงระบบสแกนใบหน้า ประตูอัตโนมัติ หรือระบบตรวจหนังสือเดินทาง แต่หนึ่งในพื้นที่ที่ AI เริ่มมีบทบาทมากขึ้นอย่างชัดเจนคือ “จุดตรวจรักษาความปลอดภัย” โดยเฉพาะการวิเคราะห์ภาพจากเครื่องตรวจสัมภาระ
Airports of Thailand (AOT) ระบุในข้อมูลด้าน Digital Technology & Innovations ว่าได้ใช้งานระบบ AI-Based Automatic Threat Detection ร่วมกับ Computed Tomography (CT) Carry-on Baggage X-Ray ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ภาพสัมภาระแบบ 3 มิติและระบุวัตถุที่อาจเป็นภัยคุกคาม เช่น อาวุธปืน ชิ้นส่วนอาวุธ กระสุน มีด ของมีคม และวัตถุต้องห้ามอื่น ๆ โดยการตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงอยู่กับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ผ่านการฝึกอบรม
AOT ยังระบุว่าระบบดังกล่าวสนับสนุนความสามารถในการตรวจผู้โดยสารประมาณ 240–290 คนต่อชั่วโมงต่อช่องตรวจ และในช่วงเดือนมีนาคม–พฤษภาคม 2569 ช่องตรวจหมายเลข 17–19 มีการตรวจถาดสัมภาระรวมประมาณ 451,062 ถาด สะท้อนว่าระบบถูกใช้งานในระดับปฏิบัติการจริง ไม่ใช่เพียงโครงการทดลอง
เครื่อง X-Ray ตรวจสัมภาระแบบทั่วไปสร้างภาพเพื่อให้เจ้าหน้าที่มองเห็นวัตถุภายในกระเป๋าและวิเคราะห์จากรูปร่าง ความหนาแน่น การซ้อนทับ และข้อมูลการจำแนกวัสดุของระบบ แต่ข้อจำกัดสำคัญของภาพสองมิติคือวัตถุหลายชิ้นอาจซ้อนกันจนทำให้รายละเอียดบางส่วนอ่านยาก
CT หรือ Computed Tomography เพิ่มข้อมูลในมิติความลึกและสร้างภาพสามมิติของสัมภาระ เจ้าหน้าที่จึงสามารถตรวจสอบวัตถุจากหลายมุมได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยภาพมุมเดียวเท่านั้น แนวคิดนี้คล้ายกับ CT ทางการแพทย์ในเชิงหลักการสร้างภาพตัดขวาง แต่ระบบ Security CT ถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับการตรวจสัมภาระและการวิเคราะห์วัตถุด้านความปลอดภัย
ระบบตรวจสัมภาระแต่ละประเภทมีวิธีสร้างภาพและความสามารถในการวิเคราะห์แตกต่างกัน การเลือกใช้งานจึงควรพิจารณาจากความต้องการด้านความปลอดภัยและปริมาณผู้ใช้งานเป็นหลัก
| หัวข้อเปรียบเทียบ | X-Ray แบบทั่วไป (2D) | CT X-Ray | AI-Assisted CT X-Ray |
|---|---|---|---|
| ลักษณะภาพ | ภาพฉาย 2 มิติ | ภาพตัดขวางและข้อมูลเชิงปริมาตร 3 มิติ | ภาพ CT 3 มิติร่วมกับการวิเคราะห์ด้วย AI |
| การตรวจวัตถุซ้อนทับ | อาจมีข้อจำกัดเมื่อวัตถุหลายชิ้นซ้อนกัน | ตรวจสอบรายละเอียดในมิติความลึกและหลายมุมได้ | ใช้ข้อมูล CT ร่วมกับ AI เพื่อช่วยค้นหาวัตถุต้องสงสัย |
| บทบาทของ AI | ขึ้นอยู่กับรุ่นและซอฟต์แวร์ที่ติดตั้ง | ไม่จำเป็นต้องมี AI ทุกระบบ | ช่วยวิเคราะห์รูปแบบวัตถุและแจ้งเตือนสิ่งต้องสงสัย |
| การตัดสินใจสุดท้าย | เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ | เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ | เจ้าหน้าที่ตรวจสอบผล AI และตัดสินใจตาม SOP |
| การเลือกใช้งาน | เหมาะกับระบบตรวจสัมภาระที่ใช้ภาพ 2 มิติ | เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการข้อมูลภาพ 3 มิติ | เหมาะกับระบบ CT ที่ต้องการ AI ช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์ |
หมายเหตุ: เครื่อง X-Ray ที่ระบุว่าแสดงภาพ 3D ไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี Computed Tomography (CT) ควรตรวจสอบรายละเอียดทางเทคนิคของแต่ละรุ่นก่อนเปรียบเทียบ
ปริมาณผู้โดยสารจำนวนมากทำให้เจ้าหน้าที่ต้องอ่านภาพสัมภาระต่อเนื่องเป็นเวลานาน งานลักษณะนี้ต้องใช้สมาธิสูงและต้องตัดสินใจภายในเวลาสั้น AI จึงมีบทบาทในฐานะ “Decision Support” หรือระบบช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ ไม่ใช่การแทนที่เจ้าหน้าที่ทั้งหมด
ช่วยชี้ตำแหน่งหรือสร้าง Alert ให้เจ้าหน้าที่สนใจพื้นที่บางส่วนของภาพมากขึ้น
ช่วยลดภาระในการค้นหาวัตถุจากภาพที่มีสิ่งของจำนวนมากและซ้อนทับกัน
ช่วยทำให้รูปแบบการตรวจมีความสม่ำเสมอมากขึ้น เมื่อใช้งานร่วมกับ SOP และเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรม
อย่างไรก็ตาม AI ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นระบบที่ “เห็นแล้วตัดสินว่าปลอดภัยเอง” เพราะการรักษาความปลอดภัยการบินต้องคำนึงถึงบริบทของวัตถุ ลักษณะการจัดวาง ผลจากระบบอื่น และขั้นตอน Secondary Inspection ด้วย ดังนั้น AOT จึงระบุชัดว่าการยืนยันและการตัดสินใจด้านความปลอดภัยขั้นสุดท้ายยังคงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
ในงาน Security Screening ความแม่นยำเพียงอย่างเดียวไม่พอ เพราะจุดตรวจต้องรองรับผู้โดยสารจำนวนมาก หากระบบตรวจละเอียดมากแต่ใช้เวลาต่อคนสูงเกินไป จะเกิดคิวสะสมและกระทบต่อทั้งประสบการณ์ผู้โดยสารและการดำเนินงานของสนามบิน
ตัวเลข throughput จึงเป็น KPI สำคัญของจุดตรวจ เพราะเป็นภาพรวมของหลายปัจจัย ได้แก่ ความเร็วของเครื่อง การเตรียมสัมภาระ การจัดถาด การอ่านภาพ การส่งกระเป๋าเข้าสู่ Secondary Inspection และความพร้อมของเจ้าหน้าที่ ระบบ CT และ AI จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียง “ตรวจให้ละเอียดขึ้น” แต่ต้องช่วยให้กระบวนการตรวจมีประสิทธิภาพขึ้นด้วย
แม้ข่าวนี้จะเน้นเทคโนโลยี CT X-Ray แต่จุดตรวจสนามบินจริงเป็นระบบหลายชั้น ผู้โดยสารและสัมภาระถูกตรวจด้วยอุปกรณ์คนละประเภทตามสิ่งที่ต้องการค้นหา เช่น เครื่องตรวจสัมภาระสำหรับกระเป๋า ระบบตรวจบุคคล และขั้นตอนตรวจเพิ่มเติมเมื่อมี Alarm นี่คือแนวคิด Multi-Layer Security: ไม่มีอุปกรณ์ชนิดใดชนิดหนึ่งที่รับผิดชอบทุกภัยคุกคาม ระบบที่แข็งแรงต้องออกแบบให้แต่ละชั้นส่งต่อข้อมูลและขั้นตอนกันได้ โดยไม่ทำให้การไหลของผู้โดยสารติดขัด
เทคโนโลยี CT และ AI เหมาะกับพื้นที่ที่มีความต้องการสูงและงบประมาณรองรับ แต่หลักคิดเดียวกันสามารถนำไปใช้กับพื้นที่อื่นได้ คือ “เลือกเทคโนโลยีให้เหมาะกับความเสี่ยงและปริมาณผู้ใช้งาน” ไม่จำเป็นว่าทุกองค์กรต้องใช้ CT
ศาลและอาคารราชการอาจต้องการความละเอียดในการตรวจโลหะและวัตถุภายในกระเป๋าสูงกว่าสำนักงานทั่วไป
ศูนย์ประชุมและ Event ต้องให้ความสำคัญกับ throughput เพราะมีผู้ใช้งานเข้าพื้นที่เป็นช่วงเวลาเดียวกันจำนวนมาก
Critical Infrastructure ต้องพิจารณาระดับภัยคุกคาม การบันทึกหลักฐาน และการเชื่อมต่อกับระบบรักษาความปลอดภัยอื่น
JARTON มีโซลูชัน X-Ray Inspection System สำหรับงานตรวจสัมภาระและสิ่งของในหลายระดับ ตั้งแต่จุดตรวจอาคารทั่วไปไปจนถึงพื้นที่ที่ต้องการมาตรการรักษาความปลอดภัยสูง โดยสามารถออกแบบให้ทำงานร่วมกับ Walk Through Metal Detector, Hand Held Metal Detector และระบบตรวจอื่น ๆ ตาม Risk Assessment ของพื้นที่
สาระสำคัญจากกรณีสุวรรณภูมิไม่ใช่เพียงว่า “สนามบินใช้ AI แล้ว” แต่คือระบบตรวจยุคใหม่กำลังเปลี่ยนจากการมองเครื่องตรวจเป็นอุปกรณ์เดี่ยว ไปสู่การมองทั้งกระบวนการ ตั้งแต่คุณภาพภาพ การช่วยวิเคราะห์ การจัดคิว การตรวจซ้ำ และการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ สำหรับองค์กรที่กำลังวางระบบหรือเปลี่ยนเครื่อง X-Ray รุ่นเดิม คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่แค่ “ภาพชัดแค่ไหน” แต่ควรรวมถึง throughput, การจำแนกวัสดุ, การบันทึกภาพ, workflow ของ Secondary Inspection, การฝึกอบรม Operator และบริการหลังการขายด้วย
AOT ระบุการใช้งาน AI-Based Automatic Threat Detection ร่วมกับ CT Carry-on Baggage X-Ray ที่สุวรรณภูมิ รวมถึง throughput 240–290 คน/ชั่วโมง/ช่องตรวจ และสถิติถาดที่ผ่านช่องตรวจ 17–19 ช่วง มี.ค.–พ.ค. 2569
บทความวิชาการปี 2026 อธิบายพัฒนาการของ X-ray, CT และ AI-assisted threat analysis ในงาน Aviation Security
AI CT X-Ray คือระบบตรวจสัมภาระที่ใช้ Computed Tomography (CT) สร้างข้อมูลภาพ 3 มิติ และใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ภาพเพื่อค้นหาวัตถุที่อาจเป็นภัยคุกคาม โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเป็นผู้ตรวจสอบและตัดสินใจขั้นสุดท้าย
เครื่อง X-Ray แบบทั่วไปแสดงภาพฉาย 2 มิติ ส่วน CT X-Ray สร้างข้อมูลภาพเชิงปริมาตร 3 มิติ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจดูรายละเอียดของวัตถุจากหลายมุม ลดข้อจำกัดจากสิ่งของที่ซ้อนทับกันภายในสัมภาระ
AI สามารถช่วยวิเคราะห์ภาพและแจ้งเตือนวัตถุต้องสงสัยได้ แต่ในระบบที่ AOT กล่าวถึง การยืนยันและตัดสินใจด้านความปลอดภัยขั้นสุดท้ายยังเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกอบรม
เป็นตัวเลขความสามารถในการรองรับผู้โดยสารต่อช่องตรวจตามที่ AOT ระบุ โดย throughput ของจุดตรวจขึ้นอยู่กับกระบวนการทั้งหมด ทั้งการจัดถาด การสแกนสัมภาระ การวิเคราะห์ภาพ การตรวจเพิ่มเติม และการทำงานของเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ความเร็วของเครื่อง X-Ray เพียงอย่างเดียว
ไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีเดียวกัน เครื่อง X-Ray ที่ระบุว่าแสดงภาพ 3D อาจใช้วิธีสร้างภาพหรือประมวลผลแตกต่างจาก CT ซึ่งสร้างภาพตัดขวางและข้อมูลเชิงปริมาตร ควรตรวจสอบสเปกของแต่ละรุ่นก่อนเลือกใช้งาน
ไม่จำเป็นเสมอไป องค์กรควรพิจารณาจากระดับความเสี่ยง ปริมาณผู้ผ่านจุดตรวจ ลักษณะสัมภาระ และงบประมาณ โดยอาจเลือกใช้ X-Ray Baggage Scanner ร่วมกับ Walk Through Metal Detector และ Hand Held Metal Detector เพื่อสร้างระบบตรวจคัดกรองหลายชั้นที่เหมาะสมกับพื้นที่
หากคุณกำลังวางแผนเลือกใช้เครื่อง X-Ray ตรวจสัมภาระสำหรับธุรกิจ อาคาร หรือโครงการ ทีม JARTON พร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่การเลือกโซลูชันที่เหมาะสม การวางระบบตรวจคัดกรองร่วมกับ Walk Through Metal Detector ไปจนถึงการติดตั้งและดูแลหลังการขาย
Login and Registration Form