เราใช้คุกกี้เพื่อทำให้ประสบการณ์ของคุณดีขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งใหม่ของ e-Privacy เราจำเป็นต้องขอความยินยอมจากคุณในการตั้งค่าคุกกี้ เรียนรู้เพิ่มเติม
ในยุคที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี การปกป้องข้อมูลสำคัญขององค์กรไม่ใช่แค่เรื่อง "ดีถ้ามี" อีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกหน่วยงานที่จัดการข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูง ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน โรงพยาบาล หน่วยงานรัฐ หรือบริษัทเอกชนขนาดใหญ่
มาตรฐาน FIPS 140-3 Level 3 คือหนึ่งในกรอบมาตรฐานความปลอดภัยที่ได้รับการยอมรับสูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะในระบบที่ต้องการความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยในการเข้ารหัสข้อมูลระดับองค์กร บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจว่า FIPS 140-3 คืออะไร Level 3 แตกต่างจาก Level อื่นอย่างไร และทำไมมาตรฐานนี้จึงสำคัญมากในปัจจุบัน
FIPS ย่อมาจาก Federal Information Processing Standard เป็นมาตรฐานที่กำหนดโดย NIST (National Institute of Standards and Technology) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา มาตรฐานนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อกำหนดข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของ Cryptographic Module หรือโมดูลการเข้ารหัสข้อมูลที่ใช้ในระบบสารสนเทศของภาครัฐและเอกชน
FIPS 140-3 คือเวอร์ชันล่าสุดที่อัปเดตจาก FIPS 140-2 โดยมีการปรับปรุงสำคัญหลายด้าน ได้แก่ การอิงมาตรฐานสากล ISO/IEC 19790 และ ISO/IEC 24759 ทำให้ครอบคลุมและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มความเข้มงวดในด้าน Authentication, Key Management และ Self-Testing ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่พบบ่อยใน FIPS 140-2
มาตรฐานนี้ถูกนำมาใช้อ้างอิงในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในภาคธุรกิจที่ต้องการแสดงความน่าเชื่อถือด้านความปลอดภัยของข้อมูล เช่น ธนาคาร บริษัทประกัน และผู้ให้บริการด้าน Cloud Security
FIPS 140-3 แบ่งระดับความปลอดภัยออกเป็น 4 ระดับ (Level) โดยแต่ละ Level จะมีข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้นตามลำดับ
Level 1 Basic - ซอฟต์แวร์เข้ารหัสพื้นฐาน ไม่มีข้อกำหนดทางกายภาพแอปพลิเคชันทั่วไป
Level 2 Tamper Evident - เพิ่มการตรวจจับร่องรอยการเจาะ (Tamper Evidence)อุปกรณ์ทางการเงินทั่วไป
Level 3 Tamper Resistant - ป้องกันการเจาะทางกายภาพและลบข้อมูลอัตโนมัติองค์กร / หน่วยงานรัฐ / ระบบ Security
Level 4 Highest Protection - ป้องกันสูงสุด ทำลายข้อมูลเมื่อตรวจพบการโจมตีใดๆระบบทหาร / การป้องกันประเทศ
Level 3 ถือเป็น จุดสมดุลที่ลงตัวที่สุด ระหว่างความปลอดภัยระดับสูงและความสามารถในการนำไปใช้งานจริงในองค์กร โดยมีคุณสมบัติหลักที่กำหนดไว้ดังนี้
1. Physical Tamper Resistance ตัวอุปกรณ์หรือ Module ต้องผ่านการทดสอบความทนทานต่อการเจาะ เปิด หรือถอดชิ้นส่วนโดยไม่ได้รับอนุญาต โครงสร้างต้องมีกลไกป้องกัน เช่น Hard Epoxy Coating หรือ Tamper-Resistant Enclosure
2. Identity-Based Authentication ต้องมีการพิสูจน์ตัวตนก่อนเข้าถึงโมดูล โดยอ้างอิงกับตัวตนของบุคคล (Role-Based Authentication) ไม่ใช่แค่รหัสผ่านทั่วไป เพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
3. Zeroization เมื่อตรวจพบการโจมตีหรือการเจาะทางกายภาพ ระบบจะทำการลบ Cryptographic Key และข้อมูลสำคัญทั้งหมดออกจากหน่วยความจำโดยอัตโนมัติ ป้องกันไม่ให้ผู้บุกรุกเข้าถึงข้อมูลได้แม้จะได้ตัวอุปกรณ์ไปแล้ว
4. Separation of Interfaces มีการแยกช่องทาง Input/Output ทางกายภาพอย่างชัดเจน เพื่อป้องกัน Side-Channel Attack และการรั่วไหลของข้อมูลผ่านช่องทางที่ไม่ได้ตั้งใจ
5. Environmental Failure Protection (EFP) ระบบต้องรับมือกับสภาวะแวดล้อมที่ผิดปกติ เช่น อุณหภูมิสูงหรือต่ำผิดปกติ แรงดันไฟฟ้าผิดปกติ หรือสนามแม่เหล็ก โดยไม่เปิดเผยข้อมูลที่ควรป้องกัน
สาเหตุที่ Level 3 ได้รับความนิยมในองค์กรมากกว่า Level 4 คือความสมดุลระหว่างความปลอดภัยและต้นทุน Level 4 แม้จะปลอดภัยสูงสุด แต่มีต้นทุนสูงมากและเหมาะกับงานเฉพาะทางอย่างระบบทหารเท่านั้น ในขณะที่ Level 3 ให้การปกป้องที่เพียงพอสำหรับ:
แม้ว่า FIPS 140-3 จะไม่ได้บังคับใช้ในทุกประเทศ แต่หน่วยงานและธุรกิจต่อไปนี้ควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง
FIPS 140-2 ถูกประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2001 และแม้จะยังไม่ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการทั้งหมด แต่ NIST ได้ประกาศให้ FIPS 140-3 เป็นมาตรฐานหลักตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา ความแตกต่างหลักที่สำคัญมีดังนี้
| หัวข้อ | FIPS 140-2 | FIPS 140-3 |
|---|---|---|
| มาตรฐานอ้างอิง | เฉพาะ NIST | ISO/IEC 19790 + ISO/IEC 24759 |
| Authentication | Password-based | Identity-based (เข้มงวดกว่า) |
| Key Management | พื้นฐาน | ครอบคลุมและละเอียดกว่า |
| Non-Invasive Attack | ไม่ได้ระบุ | มีการกำหนดชัดเจน |
| การยอมรับสากล | จำกัด | ยอมรับใน EU, ISO |
ก่อนซื้อหรือนำอุปกรณ์มาใช้งาน สามารถตรวจสอบได้จาก NIST CMVP (Cryptographic Module Validation Program) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลทางการของ NIST ที่รวบรวมโมดูลทั้งหมดที่ผ่านการรับรอง โดยสามารถค้นหาได้ที่เว็บไซต์ csrc.nist.gov
สิ่งที่ควรตรวจสอบ:
Login and Registration Form